หน้าแรก I ติดต่อบางกอกฟอรั่ม I เกี่ยวกับบางกอกฟอรั่ม I  English version   I  Webboard บางกอก
 
 

เด็กเป็นสุข

ผู้ให้สัมภาษณ์ : ปาล์ม-ชิตเวท แสงสวัสดิ์
และ ซีน่า-รสนา อารีฟ กลุ่ม BLACK BOX

ผู้สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ครรชิต จูประพัทธศรี และ จริยา เสนพงศ

ในเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพความสลับซับซ้อนทั้งทางเศรษฐกิจ
และสังคม เป็นเมืองหน้าด่านที่ได้รับกระแสคลื่นโลกาภิวัตน์ที่กระหน่ำถาโถมเข้ามาด้วยกลวิธีต่างๆ 
เด็ก ซึ่งเป็นประชากรส่วนหนึ่งของสังคมกรุงเทพ ต่างได้รับคลื่นกระแสของความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
ทุกวันนี้เด็กในกรุงเทพเป็นอย่างไร  ทุกวันนี้เด็กที่อยู่ในกรุงเทพมีความสุขหรือไม่ หรือความสุขที่เคย
มีอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  นี่คือเสียงสะท้อนจากตัวแทนเยาวชนสองคนจากกลุ่มแบล็คบ็อกส์
(BLACK BOX) ซีน่า-รสนา อารีฟ และปาล์ม-ชิตเวท แสงสวัสดิ์ ที่ทำกิจกรรมทางสังคม
ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด มาเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งแล้ว

คำถามแรก - คิดว่าเด็กกรุงเทพมีความสุขไหม
“หนูว่าเด็กกรุงเทพฯ มีความสุขนะ แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นความสุขที่แท้จริงแค่ไหน”  ซีน่า-รสนา อารีฟ
ให้คำตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง  “ ความสุขจากการได้ดูหนังตอนเลิกเรียน นัดแฟนต่างโรงเรียน
แล้วก็เดินควงที่ห้างเพื่อให้เพื่อนๆ คนอื่นเห็น มันก็จะเป็นความสุขของการโอ้อวด ก็เป็นความสุขของเขา
เหมือนกันค่ะ ถ้าเป็นเด็กเรียนก็แข่งกันเรียน ได้โรงเรียนเด่นๆ ดีๆ โรงเรียนที่ติดอันดับชั้นนำ อันนี้ก็เป็น
ความสุขของเขา รวมถึงว่าเป็นความสุขของพ่อแม่ ที่พ่อแม่รู้สึกว่าลูกฉันเก่ง แล้วก็ต้องสวยด้วยประทินโฉม
ทำนั่นทำนี่ เรื่องราวมากมายของการทำให้เกิดความสุข”

ปาล์ม-ชิตเวท แสงสวัสดิ์ กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า “ถ้าเด็กไม่ได้ตั้งคำถาม ก็มีความสุข.. ก็อยู่กันไปเรื่อยๆ
ในวิถีที่มีอะไรก็ตาม ให้มีความสุข แต่ว่า..ถ้าเขาลองตั้งคำถามกับตัวเองดู ซึ่งเด็กหลายคนก็ไม่ได้ตั้ง
คำถามว่า ตัวเองอยากจะเป็นอะไร ถ้าตั้งคำถามนี้ตั้งแต่ตอนแรก มันก็อาจจะไม่มีความสุข
มันก็ต้องวิ่งหาอะไรสักอย่าง”

แล้วความสุขของเด็กในเมือง ลดลงไปไหม เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า-คำถามที่สอง
ปาล์ม ตอบว่า “ ความสุขของเด็กในเมืองก็คงไม่เปลี่ยนไป แต่มันมีอะไรที่เป็นความสุขฉาบฉวยมากขึ้น
เราหาความสุขได้ง่ายมากขึ้น แต่ก่อนมันไม่มีเทคโนโลยีบางอย่างเช่น วอล์คแมน เหมือนการอยู่บนรถเมล์ถ้า
เขาอยากมีความสุข เขาก็เสียบหูฟังคนเดียวได้ ซึ่งต่างกับแต่ก่อนไง ที่มันไม่มีอะไร คุณอยู่บนรถเมล์
ทำอะไรล่ะ ”
“ ความสุขของเด็กเมืองยังคงฉาบฉวย มันเริ่มตั้งแต่เรารับวัฒนธรรมตะวันตก เริ่มจากเราเปิดรับ
ด้วยความเชื่อว่า เห็นเขาทำได้เราก็ทำได้ เขามีอะไรเราต้องมีด้วย ยิ่งนานๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ”
ซีน่า พูดเสริมขึ้นมาบ้างหลังจากนั่งฟังปาล์ม แสดงความคิดเห็นไปแล้วสักพักหนึ่ง
“ มันควรถามกลับไปที่ชุมชนว่า แล้วมันควรจะเป็นแบบไหน คนในชุมชนสนใจอะไร
อยากใช้ชีวิตแบบไหน กลุ่มบุคคลที่เขาต้องการแบบไม่ฉาบฉวย  เขาใช้ชีวิตได้ไหม

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ความสุขของเด็กในกรุงเทพ ควรจะเป็นแบบไหนกัน – คำถามต่อไป
  “ ผมเห็นว่าเด็กในปัจจุบันสุขกับตัวเองเยอะมาก กับเพื่อนรอบข้างก็มี แต่พอในระดับอื่นๆ
ที่มันจะช่วยแบบ..ถ้าเราออกไปทำให้สิ่งแวดล้อมมันดีขึ้น เกิดความสุขมากขึ้น ผมยังไม่เห็นมุมนั้น
เท่าไหร่ ผมเห็นแต่ในมุมที่เด็กยังอยู่กับตัวเองซะเยอะ หรืออยู่กับเพื่อนฝูงคนรอบข้าง
ไปเที่ยวไปดูหนังกัน สุขในกลุ่มเขา” 

ปาล์มวิเคราะห์สภาพของเด็กในกรุงเทพให้ฟัง   “มันก็ต้องมองในทางกลับกันว่า แล้วแค่นี้มันจะ
เกิดอะไรดีๆ ขึ้นมาในสังคมได้ไหม อย่างไปดูหนังกัน มันก็มีแค่ช่วงเวลานั้นแต่ถ้าเรามองออกไปว่า
เอ้ย..ทำยังไงให้เกิดเรื่องดีๆ มากกว่านั้น ถ้าเขารวมตัวแล้วไปทำอะไรสักอย่างให้มันเกิดผลกระทบดีๆ
เอ่อ...ผมมองอย่างเช่นว่า ถ้าเรารวมตัวกัน แล้วเอาเงินไปดูหนัง กับเรารวมตัวกันแล้วเอาเงินไป
ทำอะไรสักอย่าง ถ้าเทียบแล้วความสุข อาจจะได้รูปแบบที่ต่างกัน แต่ในเรื่องผลกระทบว่าอันไหน
มันมีมากกว่าอันอื่น.. มันก็เป็นอีกมุมที่ไม่ค่อยมีใครมาเบนพลังที่มีอยู่ของเด็กให้ไปให้ถูกทาง
หรือไม่มีพวกเขาที่ลุกขึ้นมาชูธงว่า.. เฮ้ย..มาทางนี้แล้วมันจะ WORK กว่า “

ปาล์มให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เพิ่มเติมอีกว่า การจะก่อให้เกิดการรวมตัวของเด็ก
เพื่อขยายจากความสุขส่วนตัว ไปสู่ความสุขส่วนรวมนั้น จำต้องมองถึงพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่จะเป็น
เวทีที่เอื้อโอกาสให้เด็กไปสร้างความสุขให้กับส่วนรวมว่ามีมากน้อยเพียงใด และเด็กมีโอกาสที่จะเข้าถึง
พื้นที่เหล่านั้นหรือไม่ บางครั้งเด็กอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เข้าไปแล้วต้องทำอะไรบ้าง เข้าไปแล้วจะทำ
ประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้จริงหรือไม่

เหล่านี้คือคำถามที่เด็กต้องการคำตอบเพื่อที่จะตัดสินใจก่อนจะเข้าร่วมทำสิ่งใดก็ตาม เพราะด้วยความ
ฉลาดของเด็กกรุงเทพฯ ที่เขารู้ว่าการเข้าไปทำกิจกรรมอะไรแบบสุ่มสี่สุ่มห้านั้น อาจเกิดผลร้ายตามมาได้
เขาจึงอยู่นิ่งเฉย เมื่อเขาไม่รู้และไม่เข้าใจในสิ่งที่จะทำอย่างถ่องแท้ เด็กที่อยากทำสิ่งดีๆให้กับสังคม
กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นพลังเงียบอยู่มาก ปาล์มให้ความเห็นในเรื่องปัจจัยที่สำคัญที่ให้เด็กออกมา
ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ออกมาสร้างสุขภาวะให้กับคนอื่นรอบข้างว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวด้วย
เพราะจะมีครอบครัวที่บังคับเด็กว่าต้องสอบเข้าเรียนได้ในสถานศึกษาดีๆ หรือต้องเรียนพิเศษ
ซึ่งมองในมุมนี้แล้วก็ไม่ผิด เพราะสังคมบีบให้คนเมืองคิดอย่างนั้น

 

Copyright@ 2006 Bangkok Forum
บางกอกฟอรั่ม เลขที่ 104, 106 ถ.แพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร. 02-228-1362-3 และ 02-622-2316โทรสาร 02-228-1362 หรือ www.bangkokforum.net หรือ bangkokforum@yahoo.com