แล้วความสุขของเด็กในเมือง ลดลงไปไหม เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า-คำถามที่สอง
ปาล์ม ตอบว่า ความสุขของเด็กในเมืองก็คงไม่เปลี่ยนไป แต่มันมีอะไรที่เป็นความสุขฉาบฉวยมากขึ้น
เราหาความสุขได้ง่ายมากขึ้น แต่ก่อนมันไม่มีเทคโนโลยีบางอย่างเช่น วอล์คแมน เหมือนการอยู่บนรถเมล์ถ้า
เขาอยากมีความสุข เขาก็เสียบหูฟังคนเดียวได้ ซึ่งต่างกับแต่ก่อนไง ที่มันไม่มีอะไร คุณอยู่บนรถเมล์
ทำอะไรล่ะ
ความสุขของเด็กเมืองยังคงฉาบฉวย มันเริ่มตั้งแต่เรารับวัฒนธรรมตะวันตก เริ่มจากเราเปิดรับ
ด้วยความเชื่อว่า เห็นเขาทำได้เราก็ทำได้ เขามีอะไรเราต้องมีด้วย ยิ่งนานๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ซีน่า พูดเสริมขึ้นมาบ้างหลังจากนั่งฟังปาล์ม แสดงความคิดเห็นไปแล้วสักพักหนึ่ง
มันควรถามกลับไปที่ชุมชนว่า แล้วมันควรจะเป็นแบบไหน คนในชุมชนสนใจอะไร
อยากใช้ชีวิตแบบไหน กลุ่มบุคคลที่เขาต้องการแบบไม่ฉาบฉวย เขาใช้ชีวิตได้ไหม
ถ้าอย่างนั้นแล้ว ความสุขของเด็กในกรุงเทพ ควรจะเป็นแบบไหนกัน คำถามต่อไป
ผมเห็นว่าเด็กในปัจจุบันสุขกับตัวเองเยอะมาก กับเพื่อนรอบข้างก็มี แต่พอในระดับอื่นๆ
ที่มันจะช่วยแบบ..ถ้าเราออกไปทำให้สิ่งแวดล้อมมันดีขึ้น เกิดความสุขมากขึ้น ผมยังไม่เห็นมุมนั้น
เท่าไหร่ ผมเห็นแต่ในมุมที่เด็กยังอยู่กับตัวเองซะเยอะ หรืออยู่กับเพื่อนฝูงคนรอบข้าง
ไปเที่ยวไปดูหนังกัน สุขในกลุ่มเขา
ปาล์มวิเคราะห์สภาพของเด็กในกรุงเทพให้ฟัง มันก็ต้องมองในทางกลับกันว่า แล้วแค่นี้มันจะ
เกิดอะไรดีๆ ขึ้นมาในสังคมได้ไหม อย่างไปดูหนังกัน มันก็มีแค่ช่วงเวลานั้นแต่ถ้าเรามองออกไปว่า
เอ้ย..ทำยังไงให้เกิดเรื่องดีๆ มากกว่านั้น ถ้าเขารวมตัวแล้วไปทำอะไรสักอย่างให้มันเกิดผลกระทบดีๆ
เอ่อ...ผมมองอย่างเช่นว่า ถ้าเรารวมตัวกัน แล้วเอาเงินไปดูหนัง กับเรารวมตัวกันแล้วเอาเงินไป
ทำอะไรสักอย่าง ถ้าเทียบแล้วความสุข อาจจะได้รูปแบบที่ต่างกัน แต่ในเรื่องผลกระทบว่าอันไหน
มันมีมากกว่าอันอื่น.. มันก็เป็นอีกมุมที่ไม่ค่อยมีใครมาเบนพลังที่มีอยู่ของเด็กให้ไปให้ถูกทาง
หรือไม่มีพวกเขาที่ลุกขึ้นมาชูธงว่า.. เฮ้ย..มาทางนี้แล้วมันจะ WORK กว่า
ปาล์มให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เพิ่มเติมอีกว่า การจะก่อให้เกิดการรวมตัวของเด็ก
เพื่อขยายจากความสุขส่วนตัว ไปสู่ความสุขส่วนรวมนั้น จำต้องมองถึงพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่จะเป็น
เวทีที่เอื้อโอกาสให้เด็กไปสร้างความสุขให้กับส่วนรวมว่ามีมากน้อยเพียงใด และเด็กมีโอกาสที่จะเข้าถึง
พื้นที่เหล่านั้นหรือไม่ บางครั้งเด็กอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เข้าไปแล้วต้องทำอะไรบ้าง เข้าไปแล้วจะทำ
ประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้จริงหรือไม่
เหล่านี้คือคำถามที่เด็กต้องการคำตอบเพื่อที่จะตัดสินใจก่อนจะเข้าร่วมทำสิ่งใดก็ตาม เพราะด้วยความ
ฉลาดของเด็กกรุงเทพฯ ที่เขารู้ว่าการเข้าไปทำกิจกรรมอะไรแบบสุ่มสี่สุ่มห้านั้น อาจเกิดผลร้ายตามมาได้
เขาจึงอยู่นิ่งเฉย เมื่อเขาไม่รู้และไม่เข้าใจในสิ่งที่จะทำอย่างถ่องแท้ เด็กที่อยากทำสิ่งดีๆให้กับสังคม
กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นพลังเงียบอยู่มาก ปาล์มให้ความเห็นในเรื่องปัจจัยที่สำคัญที่ให้เด็กออกมา
ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ออกมาสร้างสุขภาวะให้กับคนอื่นรอบข้างว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวด้วย
เพราะจะมีครอบครัวที่บังคับเด็กว่าต้องสอบเข้าเรียนได้ในสถานศึกษาดีๆ หรือต้องเรียนพิเศษ
ซึ่งมองในมุมนี้แล้วก็ไม่ผิด เพราะสังคมบีบให้คนเมืองคิดอย่างนั้น
 |
|