User login
Navigation
Who's online
สุขภาวะคนบางบอน
การพูดคุยแบบสุนทรียสนทนา หรือ ไดอะล็อค (DIALOGUE) เป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกับชุมชน
รูปแบบหนึ่งที่โครงการสนับสนุนการก่อตั้งกองทุนสุขภาวะกรุงเทพ ของบางกอกฟอรั่ม ได้นำมาใช้ ว่ากันว่ากระบวนการ
ชนิดนี้เป็นกระบวนการที่เป็นธรรมชาติมากในการดึงศักยภาพ และภูมิปัญญาที่อยู่ในตัวคนแต่ละคนออกมาเป็น
กระบวนการที่ช่วยยกระดับความรู้ในตัวของแต่ละคน ก่อให้เกิดความคิดร่วมและเป็นกระบวนการที่ได้มา
ซึ่งความรู้ร่วมในที่สุดบนพื้นฐานที่เชื่อว่า?มนุษย์เรามีดีอยู่แล้ว? แต่มักถูกละเลย ไม่มีการนำความรู้ หรือ
ภูมิปัญญานี้ขึ้นมาเป็นฐานในการใช้ชีวิตในการทำงาน ซึ่งปัจจุบันนี้ กระบวนการสุนทรียสนทนา หรือ DIALOGUE
กลายเป็นกระบวนการที่ถูกใช้ ถูกกล่าวถึงมากขึ้นทุกขณะในกลุ่มคนที่สนใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำงาน
พัฒนาสังคม และทำงานด้านสาธารณสุข
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยแบบสุนทรียสนทนา หรือ ไดอะล็อค (DIALOGUE) ที่เรือนศิลป์ เขตบางบอน กรุงเทพฯ โดยมี ดร.โสฬส ศิริไสย์ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท มาเป็นวิทยากรกระบวนการให้เช่นเคย เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
? บางกอกฟอรั่มพยายาม สร้างบรรยากาศให้คนเข้ามาพูดคุยกันได้ ที่ผ่านมา เราถูกบีบคั้นด้วยเวลา
ทำให้ไม่สามารถพูดคุยกันได้เหมือนเดิม ทำให้เราต้องถูกตัดขาดกัน เราไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอะไร
เราพยายามที่จะเอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ของความเป็นมนุษย์กลับมา วันนี้ยังไม่ได้ตั้งว่าบางกอกฟอรั่ม
จะมาชวนทำอะไร แต่มาคุยกันก่อนแบบที่ปู่ย่าตายายทำกัน ?
ดร.โสฬส ศิริไสย์ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับเชิญมาเป็นผู้เอื้ออำนวย
ให้การพูดคุยในครั้งนี้เกิดขึ้น กล่าวถึงที่มาในการพูดคุยกันในลักษณะนี้ ดร.โสฬส ยังกล่าวอีกว่า เมื่อเอาคนที่ใฝ่ดี ปรารถนาดีต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง มาพูดคุยกัน ฟังกันอย่างลึกซึ้ง ตั้งใจแล้ว สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา
การพูดคุยแบบไดอะล็อคในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของเขตบางบอน กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนประมาณ 20 คน มีความหลากหลาย ตั้งแต่ประธานกลุ่มสตรี แม่ค้า เกษตรกรปลูกจำปี เกษตรกรเจ้าของสวนกล้วยไม้ ครูภูมิปัญญาไทย ผู้เป็นเจ้าของสวนมะม่วง เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ครูสอนศิลปะ ครูเจ้าของโรงเรียนสอนภาษา สมาชิกสภาเขตของ กทม.ฯลฯ ทำให้สามารถเห็นภาพบางส่วนของเขตบางบอน ได้ชัดเจนมากขึ้น
?บางบอนเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอบางขุนเทียน มีวัดบางบอน มีหลวงพ่อเกษรเป็นที่เคารพนับถือ บางบอน
คือบางบางหนึ่ง มีต้นบอนเป็นสัญลักษณ์ พื้นที่ตรงนี้ในอดีตเป็นทุ่งนาทั้งหมด ที่สวนหายาก นอกจากของที่บ้าน แต่ไม่ใช่ตรงปัจจุบันแต่เป็นอีกฝั่งหนึ่งของคลองหนามแดง สวนสมัยนั้นทำหมากพลู แล้วค่อยๆ ขยายเพิ่ม?
อาจารย์นรินทร์ น้อยรักษา เล่าที่มาของเขตบางบอนให้ฟัง ?ในอดีต ในคลองเมื่อถึงหน้าแล้ง ไม่สามารถใช้สัญจรได้ คนก็ช่วยกันขุดลอกคลอง มีความสัมพันธ์ไปถึงหนองแขม เพราะเป็นพื้นที่คาบเกี่ยว เชื่อมไปคลองภาษีเจริญ เพื่อเอาน้ำมาทำนา ทำสวนแต่เดิมพื้นที่เป็นนา ณ วันนั้น กับวันนี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ณ วันนั้นไม่มีเงิน แต่ขุดลอกคลองภาษีเจริญระยะทาง 45 กิโงเมตรได้ เป็นการร่วมมือเอื้อเฟื้อร่วมกัน น้ำนั้นก็มีการแบ่งปันให้ปลายทางด้วย อันนี้เป็นส่วนหนึ่งในอดีต?
?จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้เป็นคนบางบอนโดยกำเนิด ผมมาอยู่ประมาณปี 2523-2524 ตรงนั้นบางบอนพื้นที่รอบข้าง
โดยมากเป็นสวนและทำนา คนจะสัญจรทางเรือมากกว่านะ จะทำสวนผัก สวนผลไม้ สวนส้ม ดอกไม้
ดอกมะล ิ ดอกรักนี่นะครับ ตอนนี้พื้นที่ตรงนั้นหายไปแล้ว กลายเป็นคอนโด กลายเป็นโรงงานไป เราคิดทวนหลังแล้วก็เสียดาย เราอยากให้มันคงความสวยงามไว้อย่างนั้น แต่มันคงทำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของ..
เวลานี้ บางบอนนี่ ผมว่าคนในพื้นที่คงมีไม่เท่าไร ประชากรแฝงเยอะ เข้ามาทำธุรกิจ ก็ไม่ได้ว่าเขานะ ถ้าเขามาร่วมใจรักบางบอนก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ถ้ามาเกี่ยวประโยชน์แล้วทิ้งสิ่งที่ไม่ดีงามไว้ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะคนที่เข้ามาแล้ว เขาก็ไม่ได้อยู่มั่นคงเหมือนพวกเรา ทีนี้คนที่อยู่ที่นี่ต้องผนึกกำลังอนุรักษ์บางบอนของเราเอาไว้ ของอาจารย์นรินทร์ก็เป็นไร่มะม่วง เห็นแล้วน่าภูมิใจ ร่มเย็นดี" (คุณประสาร สดวกกิจ)
?แรกๆ รู้จักพื้นที่เกษตรน้อยมาก หลังๆ มีการรวมกลุ่มเกษตรกร มีการพูดคุย อยากให้มีจิตใจเสียสละต่อสังคม
ตอนนี้พื้นที่การเกษตรที่บางบอนกำลังลดลงทุกวัน ถ้าเทียบพื้นที่แล้ว ถ้าเป็นเจ้าของเองจะมีน้อย
มันเป็นที่เช ่ า สัญญาปีต่อปี? (คุณสมเกียรติ อังคุณี เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตบางบอน)
?ตัวเองเป็นคนในพื้นที่ จากที่เป็นเด็กเดินไปโรงเรียน ไปหนึ่งกิโลครึ่ง กลับหนึ่งกิโลครึ่ง สมัยก่อนเดินตามคันนา
น้ำค้างเปียกถึงหัวเลย การเปลี่ยนแปลงตรงนั้นมันส่งผลให้คนหลายภาคมาอยู่บางบอน หลายคนไม่คิดว่ าต รงที่เขาอยู่มันคือบ้านของเขา และจะทำสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบๆ เขาหวังแต่มาโกยแล้วกลับไปบ้าน
แล้วทิ้งสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ไว้ ที่ต่อสู่คือ หมู่บ้านเศรษฐี ระดับ 5 ล้าน 10 ล้านนี่ เขาไม่คิดว่า เขาหาความสุขใส่ตัว แล้วเขาไม่คิดว่ามันเกิดผลลบต่อคนอื่น ที่เจอกับตัวเองก็คือน้ำ ถามวิศวกรของเขาว่า ระบบบำบัดน้ำของหมู่บ้านเป็นอย่างไร เขาบอกว่ามันจะทำให้น้ำมีคุณภาพดี แต่พอฝนตกแล้วน้ำจะดำ จากปากท่อไป 10 เมตร
กลิ่นก็ยังแรงอยู่ มันส่งผลต่อแม่น้ำลำคลอง ตอนนี้รู้สึกเรื่องนี้มากๆ? (คุณแมว-จงกล คุ้มถิ่นแก้ว)
นอกจากนี้แล้ว ผู้เข้าร่วมการสนทนาท่านอื่นๆ ยังได้เล่าถึงเรื่องราวในมุมมองของตน และสิ่งที่ตนเองได้ทำ คุณสุนทร น้อยรักษา เล่าเรื่องการรวมกลุ่มกันของคนเพื่อช่วยกันลอกคลองในอดีต ครูเปิ้ล-อัญชลี เรืองเวชวรชัย
เล่าถึงการใช้ชีวิต หลังจากย้ายมาอยู่ในบางบอนได้สิบกว่าปี คุณแมว-จงกล คุ้มถิ่นแก้ว เล่าถึงการลดการใช้สารเคมีในสวนดอกจำปี คุณชัยพันธ์พูดถึงการทำสวนกล้วยไม้ ที่มีการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ราคาต้นละ 10 ล้านบาทขึ้นมาจนสำเร็จ คุณสุนีย์ เปถะรัตน์ เล่าถึงเรื่องน้ำพริกของกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชน คุณกนกพร ถิรวรโชติ เล่าเรื่องยาหม่องสมุนไพรที่ตนเองเป็นผู้ผลิต อาจารย์นรินทร์ น้อยรักษา เล่าเรื่องมะม่วงพันธ์ขาวนิยม ฯลฯ
?ถ้าเกิดวิกฤต พื้นที่ที่ปลอดภัยคือ พื้นที่ที่มีอาหารสำหรับมนุษย์ พื้นที่ที่มีบ่อปลา มีนาข้าว สิ่งที่เราพูดกันวันนี้
ไม่ควรมีข้อสรุป เราควรจะคุยไปเรื่อยๆ มันอาจจะเกิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา เจ้าของโรงเรียนศิลปะ อาจจะทำอะไร
กับเจ้าของสวนจำปี ถ้าทุกคนมีความสุขในการมาพูดคุยกัน นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของคนบางบอน เราเชื่อว่า
ถ้ามีคนพิเศษมานั่งคุย มันจะเกิดอะไรดีๆ ตามมา ถ้าประชุมแล้วยกมือ เครียด มันก็จบ พรุ่งนี้ไม่มาอีกแล้ว
สิ่งที่เราทำอยู่นี้ เราก็เคยทำกันมาแล้ว มาคุยกันก่อน มาฟังกันก่อน แล้วสิ่งดีๆ มันจะตามมาเอง?
ดร.โสฬส ศิริไสย์ กล่าวสรุป
เขตบางบอนเป็นพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ที่ยังมีสิ่งดีๆ มีวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนเกษตรกร
ชุมชนชนบท มีวิถีการผลิตแบบเดิมๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศหลงเหลืออยู่ แต่ขณะเดียวกัน
ก็ได้รับกระแสของความเจริญที่พัดมามาจากภายนอก อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่มีทั้งดี และไม่ดีต่อพื้นที่
อนาคตของบางบอนจะเป็นอย่างไรต่อไป ส่วนหนึ่งน่าจะต้องขึ้นอยู่กับผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตบางบอน
ในวันนี้ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง และลูกหลานหลังสิ้นสุดการพูดคุยแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมได้แยกย้ายกัน
เดินทางกลับบ้านของตนเอง ในใจอาจจะคิดถึงถ้อยคำที่ได้พูดคุย หรือที่ได้รับฟังจากวงคุย ส่วนจะแปรเปลี่ยนจากสิ่งที่ได้รับรู้ให้กลายเป็นกิจกรรมอะไรตามมานั้น ก็เป็นเรื่องที่ยังต้องอาศัยเวลาในการพบปะพูดคุยกันที่ต่อเนื่องส่วนบางกอกฟอรั่ม ก็จะยังคงทำงานตามโครงการสนับสนุนการก่อตั้งกองทุนสุขภาวะกรุงเทพ ในพื้นที่
ของกรุงเทพฯต่อไป