User login

Navigation

Who's online

There are currently 0 users and 1 guest online.

วิถีการค้า วิถีชุมชน

ต่อมาเมื่อมีกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เข้ามาตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง ในยุคนั้นย่านแห่งนี้จึงกลายเป็นย่านการค้าที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีการค้าขายสินค้าแทบทุกประเภท ทั้งเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นย่านที่มีห้างชื่อดังตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกๆ ของเมืองไทย ถือเป็นแหล่งชอปปิ้งอันทันสมัยเทียบได้กับย่านสยาม มาบุญครอง ในปัจจุบัน เรียกว่าในสมัยนั้นใครอยากซื้อหาอะไร ถ้ามาที่นี่ก็ต้องได้ของถูกใจกลับบ้านเป็นแน่

แต่ในปัจจุบัน เมื่อหน่วยงานราชการต่างๆ ได้ย้ายออกไป ทำให้ย่านนี้ดูเงียบเหงาไปบ้าง แต่ภาพวิถีชุมชนดั้งเดิมก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ ด้วยทุนทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ในชุมชน แม้ชุมชนสามแพร่งจะไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางการค้าสำคัญที่รุ่งเรืองดังในอดีตแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงมีมรดกตกทอดจนถึงลูกหลานและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คือร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยและตำรับเก่าแก่มานาน เช่น ร้านโชติจิตร ร้านข้าวเหนียว ก.พานิช ร้านขนมเบื้องแพร่งนรา ร้านสมองหมู เป็นต้น ซึ่งร้านอาหารเลื่องชื่อเหล่านี้เป็นหนึ่งที่ช่วยต่อลมหายใจทำให้ชุมชนมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปสักเท่าใด อาหารที่ปรุงขึ้นนี้ก็มิได้เพียงเพื่อความอิ่มท้องให้คนเราได้มีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยประวัติศาสตร์ เรื่องราว และความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของรสชาติและกรรมวิธีที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวอีกด้วย ดังนั้น เมื่อคนมีชีวิต ชุมชนก็สามารถมีชีวิตต่อได้เช่นกัน

ป้าจันทร์เพ็ญ เจ้าของร้านสายรุ้ง ซึ่งเป็นร้านของของชำเล็กๆ บริเวณแพร่งภูธร เล่าว่าได้ย้ายมาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ 26 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่ชุมชนย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ป้าบอกว่าตอนที่ป้าย้ายมาแรกๆ บริเวณสวนสาธารณะปัจจุบันนี้ เคยเป็นตลาด และมีร้านค้ามากมาย ผู้คนก็เยอะแยะ การค้าขายต่างๆ ก็ดี พอต่อมาพื้นที่ตรงนี้ก็เปลี่ยนแปลงไป หน่วยงานราชการก็ย้ายไป ทำให้คนน้อยลง การค้าขายก็ไม่ค่อยดีเหมือนแต่ก่อน

และจากคำบอกเล่าของคนเก่าๆ ที่อาศัยอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด หรือเพิ่งจะย้ายมานานแค่ไหน ก็มีทั้งที่เข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้และไม่ได้ บางส่วนต้องปิดกิจการ บางส่วนก็โยกย้ายที่อยู่อาศัยไปตามหน้าที่การงาน แต่ภายในจิตใจลึกๆ หลายๆ คนก็ยังหวงแหนและอยากรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่แพร่งนี้อยู่ แม้ว่าการค้าขายจะซบเซาไป ไม่ได้เป็นย่านการค้าสำคัญดังเช่นแต่ก่อนก็ตาม
ดังนั้น จากการได้พูดคุย พบว่ามีหลายความคิดเห็นทั้งผู้ใหญ่ที่อยู่มานาน และเด็กเยาวชนรุ่นใหม่ที่ต้องการพลิกฟื้นให้ชุมชนย่านเก่า ย่านนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวล้วนยังต้องการให้รักษาประวัติศาสตร์พื้นที่นี้ไว้ดังเดิม

จากการจัดกิจกรรมในพื้นที่ที่ผ่านมาเป็นครั้งคราวนั้น ทำให้คนในชุมชนเห็นว่า การจัดกิจกรรมเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวหรือคนภายนอกได้รู้จักชุมชนมากขึ้น ได้เข้ามารู้จัก และเปิดโอกาสให้ชุมชนเองนำเสนอของดีในชุมชนให้เป็นที่รู้จักขึ้นด้วย หลายคนจึงเห็นว่าการจัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น การจัดตั้งร้านค้า งานถนนคนเดิน เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่เปิดโอกาสให้ทั้งคนในและคนนอกชุมชน เปิดให้ชมบ้านเก่า สถานที่สำคัญเก่าๆ ที่ทรงคุณค่า อันจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สร้างสีสันและชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้มีทุกวันจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีปัญหาหลายอย่างตามมาดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่มาแล้ว