User login

Navigation

Who's online

There are currently 0 users and 1 guest online.

ฟื้นย่าน ผ่านคน

ในบรรดาชุมชนทั้ง 3 แพร่งนี้ ชุมชนแพร่งภูธรดูจะเป็นชุมชนที่ได้เปรียบในด้านการรวมตัวของภาคประชาชนมากว่าพื้นที่อื่น เนื่องด้วยมีลักษณะทางกายภาพที่เอื้ออำนวยต่อการรวมตัวของชุมน คือ มีลานภูธเรศให้ชาวบ้านได้ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะในการจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นที่พูดคุย พบปะสังสรรค์ และพักผ่อนหย่อนใจของเด็ก เยาวชน และครอบครัว แต่กว่าจะเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม เป็นที่ภาคภูมิใจของคนในชุมชนได้อย่างที่เห็นทุกวันนี้ ชาวบ้านก็ต้องรวมพลัง เรียกร้อง ต่อสู้เพื่อชุมชนของตนเอง

อุปสรรคชิ้นใหญ่ประการหนึ่งก็คือ เรื่องของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร เนื่องจากเจ้าของที่ดินและอาคารในบริเวณชุมชนทั้ง 3 แพร่งนี้มีหลายเจ้าของและผู้เช่าหลายทอด เจ้าของหลักๆ ก็คือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สภากาชาดไทย และเอกชนบ้างเป็นส่วนน้อย ซึ่งพื้นที่บริเวณลานภูธเรศนั้นเป็นพื้นที่ของสภากาชาดไทยที่ต้องการสร้างอาคาร 5 ชั้น แต่ชุมชนไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการบดบังทัศนียภาพ ชุมชนจึงต้องร่วมกันต่อสู้ เรียกร้องสิทธิในการขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2546 มีการทำฎีกาถวายพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกากาชาดไทย จนได้พื้นที่ส่วนนี้มาตั้งเป็นตลาดสดให้ชาวบ้านเข้ามาทำการค้า แล้วจึงค่อยๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงมาเป็นสวนสาธารณะอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จะเห็นว่าสวนนี้มีต้นประดู่ที่มีอายุกว่า 10 ปีที่เคียงคู่มาตั้งแต่เริ่มสร้างสวน อีกทั้งยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นหลุมหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

และเมื่อมีพื้นที่แล้ว กิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก็จะเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนอีกด้วย

น้องแนท ในฐานะของเยาวชนคนหนึ่งในแพร่งภูธร แม้ว่าจะเพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน ได้ให้ข้อเสนอที่น่าสนใจไว้ว่า หากมีกิจกรรมขึ้นในพื้นที่สาธารณะที้เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมได้บ่อย ๆ เช่น การออกกำลังกายตอนเย็น (เช่น มีคนมาสอนเต้นแอโรบิค ฯลฯ) ก็จะทำให้คนรู้จักกันมากขึ้น เมื่อมีการจัดงานหรือกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ ก็จะให้สื่อสารกันง่าย ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและความร่วมมือกันมากขึ้นด้วย

นอกจากลานภูธเรศแล้ว ในส่วนของอาคารต่างๆ โดยรอบ ส่วนใหญ่เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีเพียง 2-3 หลังเท่านั้นที่เป็นของเอกชน ปัญหาในการดูแลอาคารเก่าเหล่านี้ก็คือ ชาวบ้านผู้เช่าอาคารไม่สามารถปรับปรุง แก้ไข หรือต่อเติมใดๆ ได้ทั้งสิ้น เมื่อมีการปรับปรุง ซ่อมแซม ทาสีก็ถูกปรับหลังละ 1,000 บาท แต่ชาวบ้านก็ต้องแสดงพลัง และจุดประกายให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้เข้าใจ โดยการปรับปรุง ซ่อมแซมให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่งในปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เองก็หันมาสนใจและให้ความสำคัญในการอนุรักษ์อาคารเก่ามากขึ้น จนปี 2544 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงได้จัดตั้งกองอนุรักษ์อาคารขึ้นมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อดีของการที่สำนักงานทรัพย์สินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเหล่านี้ ก็ทำให้ป้องกันการถูกคุกคามและใช้ประโยชน์จากชุมชนที่เกินพอดีของภาคเอกชนได้เช่นกัน

เร็วๆ นี้ ชุมชนสามแพร่งก็จะมีการปรับปรุง ทาสีอาคารใหม่ขึ้นอีกครั้ง โดยยังคงรูปแบบเดิมที่ให้บ้านทุกหลังต้องมีส่วนร่วม ช่วยจ่ายเงิน ช่วยทาสี ซึ่งนอกจากการอนุรักษ์ตัวอาคารภายนอก คุณธีรพล ประธารชุมชนแพร่งภูธรก็อยากให้มีโครงการสำรวจ และอนุรักษ์อาคารภายในเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ย่านอนุรักษ์ต่างๆ ล้วนประสบอยู่ก็คือ การขาดแคลนทุนทรัพย์ในการซ่อมแซม บำรุงรักษาอาคารเก่า บ้านเก่า ปัญหาหลักที่ทุกพื้นที่ตระหนักดี รวมถึงคนในชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษาสถาปัตยกรรมที่ถูกต้องได้ส่งผลต่อสิ่งก่อสร้างที่ทรงคุณค่าอย่างมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนของชุมชนแพร่งภูธรคือ จะเห็นอาคารที่ทาสีใหม่อยู่ 2 หลังที่แตกต่างกัน หลังหนึ่งใช้สีเดิมที่เป็นสีเดียวตั้งแต่โบราณดูสวยงามกลมกลืน แต่อีกหลังนั้นสีที่ทาใหม่มีความผิดเพี้ยนไปจากเดิม ทำให้เอกลักษณ์และคุณค่าทางสถาปัตยกรรมเก่าๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องค้นหาคนมีที่ใจมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ และคอยช่วยเหลือกันและกันในชุมชน อย่างค่อยเป็นค่อยไป มีการให้คำปรึกษาที่ดี และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ในกระแสทุนนิยมเช่นปัจจุบัน แพร่งภูธรเองก็หนีไม่พ้นจากภัยคุกคามนี้เช่นกัน คุณธีรพล คชาชีวะ ประธานชุมชนแพร่งภูธร เล่าให้ฟังว่า ?ครั้งหนึ่งมีนักลงทุนจากออสเตรเลียจากบริษัท diamond land มาหาผม เขาจะให้ผมหาห้องให้เขาอยู่ เขาจะกว้านเซ้งแถวนี้หมดเลย เขาให้ค่านายหน้าผมห้องละหนึ่งแสนบาทเลย แต่ผมไม่เอา เพราะผมเกิดที่นี่ และรักที่นี่ด้วย? จะเห็นว่าผู้นำชุมชนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลสำคัญว่านำพาชุมชนไปสู่หนทางใด ในงานอนุรักษ์ ผู้นำชุมชนจึงต้องเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกที่ดีและมีความรัก หวงแหนในบ้าน ย่าน ชุมชนที่ตนเองอยู่อย่างจริงใจเสียก่อน คนในชุมชนจึงจะเกิดความเชื่อมั่นและเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ คงอยู่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในเรื่องปัญหานายทุนที่เข้ามากว้านซื้ออาคารหรือหาประโยชน์ในชุมชนนั้น ผศ.โยชิฟูมิ มูนิตะและคุณฟุซาเอะ โคจิมะ วิทยากรจากประเทศญี่ปุ่นก็ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่าหากมีการสื่อสารที่ดี ก็สามารถให้นายทุนเหล่านั้นช่วยพัฒนาชุมชนได้เช่นกัน โดยคุณโคจิมะย้ำว่า ?อย่าถูกเขาใช้ แต่ต้องใช้เขาให้เป็นประโยชน์ คือ การทำให้คนรวย ภาคธุรกิจ หรือภาคเอกชนไม่คิดแต่จะตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่าชีวิตเขาต้องอยู่กับคนในพื้นที่นั้น ซึ่งมีประวัติศาสตร์ชุมชนกันมายาวนาน เขาจะต้องมีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน

และในประเด็นของคนนอกที่เข้ามา ทั้งนักท่องเที่ยวและคนเร่ร่อน โดยเฉพาะจากสภาพพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับสนามหลวง ทำให้มีคนเร่ร่อนและคนต่างจังหวัดที่ไม่มีที่พักเข้ามาในชุมชนมากเกินไป จนเกิดปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและความไม่เป็นระเบียบกับพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยากเพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงสร้างใหญ่ระดับชาติด้วย หากจะแก้กันที่ต้นเหตุจริงๆ แล้ว ก็คงต้องทำให้คนเหล่านี้มีที่อยู่ มีอาชีพ และเห็นคุณค่าในตนเอง มากกว่าการแก้ปัญหาปลายเหตุโดยการกีดกันคนเหล่านี้ออกไปน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

เสน่ห์อีกประการหนึ่งของย่านเก่าก็คือ มักจะมีศิลปินเข้ามา ทำให้เกิดการอนุรักษ์ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย เกิดกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยม และเพิ่มความอ่อนโยนในจิตใจให้กับเยาวชนอีกด้วย ซึ่งที่แพร่งภูธรก็มี Art Gallery เล็กๆ อยู่เช่นกัน แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้คนทั่วไปหรือแม้แต่คนในชุมชนเองยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไรนัก ซึ่งเรื่องคุณโคจิมะให้ข้อคิดไว้ว่า หากมีการโฆษณาให้คนรู้จักมาก ก็ต้องระมัดระวังในเรื่องการจัดการเช่นเดียวกัน ที่จะไม่ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ของบ้านเก่า ย่านเก่านี้ไป

คุณธีรพลเล่าว่าที่นี่มักจะมีกองถ่ายทำภาพยนตร์เข้ามาบ่อยครั้ง ซึ่งก็เป็นประโยชน์อีกประการหนึ่งที่จะทำให้ชุมชนมีรายได้จากการอนุรักษ์บ้าน ย่านเก่าให้ยังคงมีชีวิตชีวาเช่นเดิมและยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้อยู่ นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในด้านสถาปัตยกรรม ความงดงามของสถานที่ รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ก็จะเป็นการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้อย่างอิ่มเอมทั้งกายและใจ เพราะนอกจากการเล่าเรื่องสถานที่แล้ว ขนม อาหาร เหล่านี้ก็ล้วนเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนได้ดีกว่าอาคารเสียอีก

ไม่น่าเชื่อว่าสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ จะยังมีภาพผู้คนบ้านใกล้เรือนเคียงออกมานั่งพบปะพูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศแดดร่มลมตกให้เห็นอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ในขณะที่อีกฟากฝั่งถนนที่หากไปไม่ร้อยเมตรกลับเป็นอีกภาพหนึ่งอันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับภาคความวุ่นวาย คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและรถติด นั่นแสดงให้เห็นว่าคนย่านนี้ยังคงมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างสมถะ มีการค้าขาย ทำมาหากินด้วยความพอเพียง และยั่งยืน เพราะแม้ว่าจะไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามายังชุมชน แต่ชุมชนก็สามารถยืนอยู่ได้ด้วยปัจจัยภายในท้องถิ่น และสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง โดยการจัดการของชุมชนนี้ไม่ได้เอาการท่องเที่ยวมาเป็นแกนหลักในการพัฒนาหรือมุ่งหวังเงินตราเป็นสำคัญ เพราะการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอกและมีความซับซ้อน ชุมชนจะไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตนเอง และอาจจะก่อผลกระทบทางลบในระยะยาวหากเกิดการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างที่เห็นชัดเจนในชุมชนใกล้เคียงอย่าง ถนนข้าวสาร บางลำพู ถนนพระอาทิตย์ ที่คนนอกเข้ามามากไป จนคนในต้องออกไป
นอกจากเครือข่ายภายในชุมชนแล้ว ยังต้องมีเครือข่ายภายนอกชุมชน อันเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะก้าวพัฒนาไปด้วยกัน ได้เรียนรู้และช่วยเหลือกันและกัน ซึ่งเป็นเครือข่าย 20 ชุมชน ของ 9 เขตในกรุงเทพมหานครที่เริ่มมาจากการทำงานร่วมกับ ปปส. ในเรื่องการเฝ้าระวังยาเสพติดภาคประชาชน และต่อมาได้สร้างเครือข่าย ทั้งเครือข่ายชุมชน และเครืองานที่ขยายจากยาเสพติด สานสัมพันธ์ช่วยเหลือกันมาในทุกๆ เรื่อง และช่วยสร้างกำลังใจในการทำงานให้แก่กันและกันด้วย

สิ่งสำคัญที่จะคงวิถีชุมชนที่ดีงามท่ามกลางกระแสพัฒนาเศรษฐกิจให้คงอยู่ถึงคนรุ่นหลัง คือการสร้างสำนึกร่วมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่อาศัยเดิม หรือผู้ที่ย้ายเข้ามาใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาเช่าอาคารต่อจากผู้เช่าโดยตรงจากสำนักงานทรัพย์สอนส่วนพระมหากษัตริย์ที่อาจจะยังไม่ทราบประวัติความประมา และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกับคนในชุมชน ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา พัฒนา สร้างสรรค์ และธำรงไว้ซึ่งคุณค่าอันดีงามของบ้านเก่า ย่านเก่าแห่งนี้ให้มีชีวิต และรู้สึกถึงความสำคัญของทั้งคนและชุมชนว่าต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากทุกคนในชุมชนมีจิตสำนึกที่ดี ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองและสมาชิกในชุมชน ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวลนั้นย่อมตกอยู่กับตนเอง ครอบครัว และชุมชนนั่นเอง