User login

Navigation

Who's online

There are currently 0 users and 1 guest online.

กระตุ้นจิตสำนึกด้วยพลังสร้างสรรค์

?ม่วนกั๋น แหมละเน้อ จวนป้อแม่ปี้น้อง นั่งสามล้อ ขี้รถถีบ แอ่วรอบเวียงกั๋น เฮียนฮู้ประวัติศาสตร์แบบมีชีวิต?

?ขอเรียนเชิญป้อ แม่ ลุง ป้า ตา ยาย จอดรถไว้บ้านแล้วมานั่งสามล้อไปโตยกั๋นหรือจะถีบรถมาก่ได้?

นี่แหละ คือสำนวนสำเนียงเสียงกลุ่มคนตัวเล็กๆ เพียงไม่กี่คนของคนเมืองแป้ (แพร่) ที่พยายามส่งเสียงเชื้อเชิญให้คนบ้านเดียวกันหันมาสนอกสนใจในความงามของเมืองไม้เล็กๆ เมืองนี้ เป็นน้ำเสียงซื่อใส จริงใจ ที่เปี่ยมด้วยใจอันปรารถนาดีต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตน และอยากจะให้คนอื่นๆ ที่เป็นพี่น้องเพื่อนพ้องที่ร่วมเกิดร่วมโตกันมาได้เห็นในคุณค่าของบ้านเก่า เมืองเก่าอย่างที่ตนเห็น

ชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่ ซึ่งนำโดยพี่ชิน หรือคุณชินวร ชมภูพันธ์ สถาปนิกหนุ่มที่เห็นความสำคัญในคุณค่าความงามของบ้านไม้บ้านเก่า หลังจากกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดได้ไม่กี่ปี ได้ร่วมกับเพื่อนพ้อง เครือญาติ ที่มีแนวคิดเช่นเดียว สร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนเมืองแพร่หันมาสนใจและตระหนักในคุณค่าความงดงามของสถาปัตยกรรมบ้านเก่าและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของเมืองเล็กๆ เมืองนี้ และในบรรดาหลากหลายกิจกรรมที่คิดทำขึ้นมานั้น กิจกรรมผ่อบ้านแอ่วเมืองถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับกระแสตอบรับจากชุมชนได้มากขึ้น

การที่งานผ่อบ้านแอ่วเมืองซึ่งเกิดจากความร่วมเมืองร่วมใจของภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน ที่จัดมาจนถึงครั้งที่ 9 แล้วนั้น เป็นสิ่งแสดงให้เห็นได้ว่า แรงกายแรงใจที่คนกลุ่มเล็กๆ ได้ทุ่มเทลงไปนั้นไม่ได้สูญค่าไปซะทีเดียว เพราะได้เกิดกระแสตอบรับที่แม้จะเป็นเสียงที่ไม่ดังนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พบจากวันแรกที่คิดทำจนวันนี้นั้น ได้เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทีละเล็กละน้อยแล้ว

กิจกรรมผ่อบ้านแอ่วเมือง ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมการท่องเที่ยวหรือการรณรงค์ให้คนในและคนนอกเข้ามาเที่ยวเมืองแพร่เท่านั้น มิใช่เพียงขี่จักรยาน ปั่นสามล้อ ดูเมือง ซื้อของ ชมวิวเท่านั้น หากแต่เป็นกิจกรรมที่คนวัยต่างๆ ย่านต่างๆ โดยเฉพาะคนแพร่เอง ได้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รากเหง้าของเมือง ของคน ของชุมชนร่วมกัน ผ่านการบอกเล่า บอกต่อ ของคนรุ่นปู่ย่าตายาย ผ่านสู่ลูกหลานวัยทำงาน วัยรุ่น จนวัยเด็ก ค่อยๆ ซึมซับเรื่องราวที่มีชีวิต ผ่านชีวิตจริงที่น่าสนใจมากกว่าการเรียนรู้ผ่านหน้ากระดาษในตำราเล่มหนาของระบบการศึกษาแห้งๆ ไร้ชีวิตชีวาเท่านั้น เพราะการจะรักเมืองแพร่ เราก็ต้องรู้จักตัวตนของแพร่ให้ถ่องแท้ และไม่ได้รักเพียงแค่เรือนไม้ที่ไม่มีชีวิตไม่มีผู้คน แต่จะแต่ธำรงไว้ซึ่งชีวิตและวิถีของคนด้วย นับว่ายิงปืนนัดเดียว แต่ได้นกหลายตัวก็ว่าได้