User login

Navigation

Who's online

There are currently 0 users and 1 guest online.

สร้างบ้านดิน โรงเรียนวัดวังน้ำขาว

นานเหลือเกินแล้ว ที่ไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้ว...เจี้ยวจ้าว และความสดใสของเหล่านักศึกษา กับงานอาสาสมัครของบางกอกฟอรั่ม นาน.....ตั้งแต่ค่ายสร้างบ้านดิน ?สร้างห้องสมุด เรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง เรียนรู้ชุมชน? กับกลุ่มรักเขาชะเมา ที่จังหวัดระยอง และ ค่ายบ้านดินทำห้องสมุดโรงเรียนบ้านหัวเห่ว จังหวัดอุบลราชธานี แต่เสียงที่คุ้นเคยนั้น..กลับดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง กลางลานกว้าง ของโรงเรียนวัดวังน้ำขาว อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท

สี่ทุ่มของค่ำคืนวันที่ 26 มิถุนายน 2552 นักศึกษาและอาจารย์ จากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต รวมตัวกัน ร่วมร้อยคน เดินทางมาถึงโรงเรียนวัดวังน้ำขาว เพื่อมาร่วมทำงานอาสาสมัคร ปรับภูมิทัศน์อนุสรณ์สถาน อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ด้วยความร่วมมือของมูลนิธิบูรณะชนบท บางกอกฟอรั่มและคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต งานนี้จึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน อันเนื่องมาจากคุณป๊อบ (วิน เมฆไตรภพ) ผู้เป็นตัวตั้งตัวตี จะขอลาไปอุปสมบทในอีกไม่กี่วัน

ค่ำคืนแรกยังไม่มีกิจกรรมอะไร เนื่องจากคณะนักศึกษาและอาจารย์มาถึงค่อนข้างดึก เลยปล่อยให้พักเอาแรง และเอาใจไว้ก่อน เพราะพรุ่งนี้มีงานหนักรอพวกเขาอยู่

เช้าของวันใหม่ 27 มิถุนายน 2552 หอมกลิ่นอาหารเช้า ที่ชาวบ้านวังน้ำขาว ช่วยกันเตรียมไว้สำหรับต้อนรับพวกเรา ไม่น่าเชื่อว่าอาหารบ้านไร่บ้านนา จะอร่อยกว่าอาหารราคาแพงในร้านที่กรุงเทพ กำนันสมบัติ เล่าให้พวกเราฟังว่า เขาแบ่งกันทำเป็นคุ้มๆ นักศึกษาสาวคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า คุ้ม หมายความว่าอะไรคะ ผมตอบได้เพราะบ้านผมก็เรียกการแบ่งโซนหมู่บ้านทิศเหนือ ทิศใต้ หรือกลุ่มของบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ๆ กันว่าคุ้ม เหมือนกัน เช่นคุ้มตะวันลับฟ้า คุ้มกกขาม คุ้มวัด เป็นต้น

งานแรกของวันนี้ คือ เตรียมพื้นที่ปลูกหญ้า ต่อจากเมื่อวานที่ชาวบ้านได้เร่งขนดินมาถมให้ท่ามกลางสายฝน หญ้าพร้อม ดินพร้อม แต่คนล่ะพร้อมหรือยัง....?

วันนี้อากาศช่างไม่เป็นใจให้นักศึกษาสาวๆ ของเรานัก เพราะแดดแรงมาก น้องๆที่อนาคตจะไปเป็นนักกายภาพบำบัด วันนี้ต้องมาจับจอบ ขุดดิน ดูมัน เก้ๆ กังๆ ชอบกล แต่ยังไงทุกคนก็ยังสู้

ดินถูกปรับจนเรียบเสมอกัน ฉีดน้ำให้เปียก และย่ำให้ดินผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ แล้วจึงหอบแผ่นหญ้ามาปูทีละแผ่น ทีละแผ่น ..... ดูเหมือนง่ายๆ แต่คนไม่เคยทำ มันก็ยากเอาการ อีกทั้งแสงแดดก็ช่างไม่ปราณีเสียเลย มองดูเด็กสาวผู้มีผิวสีขาว แขนของเธอกับส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อปกปิด กลายเป็นคนละสีเลยทีเดียว

ฝนกระหน่ำลงมาก่อนที่งานจะเสร็จ ผมวิ่งไปหลบฝนภายในอาคารบ้านดิน ที่พรุ่งนี้พวกเราจะมาทำต่อให้เสร็จ แต่ท่ามกลางสายฝน อาจารย์โก (ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ อาจารย์คณะกายภาพบำบัด ม.รังสิต) ยังพาน้องๆอีกสิบกว่าคนหอบหญ้า ตะลุยห่าฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดูอาจารย์และลูกศิษย์สนุกกับการเล่นน้ำฝน ส่วนผมก็ได้แต่ยืนยิ้มและให้กำลังใจอยู่ในร่ม เพราะแอบไปอาบน้ำฝนที่ไหลผ่านหลังคาบ้านดินมาแล้ว

งานเสร็จปลูกหญ้าเสร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ก็กินเวลาถอดบทเรียนไปแล้ว คือ นอกจากการได้ทำงานอาสาสมัครแล้วสิ่งที่ทางอาจารย์ที่มาร่วมงานนี้อยากให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตัวเองกับการทำงานร่วมกันด้วย แต่ถึงแม้ไม่ได้ถอดบทเรียนในวันนี้ ผมแอบได้ยินน้องนักศึกษาบางคนพูดกันว่า ถ้ากลับไปที่มหาวิทยาลัย คงจะไม่เดินลัดสนามอีกแล้ว เพราะรู้แล้วว่าการปลูกหญ้ามันยากลำบากแค่ไหน ผมว่าบทเรียนแค่นี้ก็เกินคุ้มแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงความคิดของคน คนหนึ่ง กับการทำงานแค่วันเดียว

เช้าของอีกวัน ๒๘ มิถุนายน ความสดใสของท้องฟ้าหลังฝน ทำให้ทุกคนสดชื่น แม้จะผ่านความเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมปลูกหญ้าของเมื่อวาน แต่เช้านี้ดูเหมือนว่าความเหน็ดเหนื่อยนั้นจะมลายหายไปหมดสิ้น วันนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกิจกรรมอาสาสมัครครั้งนี้ แต่ยังเหลือภารกิจที่ท้าทายเหล่านักศึกษาอาสาอีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ การเหยียบดิน ย่ำทราย สำหรับฉาบผนังบ้านดิน ที่อาสาสมัครรุ่นก่อนๆได้ทำค้างเอาไว้ เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะทำงานนี้ เพราะกำหนดกลับกรุงเทพฯ คือ ช่วงบ่าย แต่ดูจากสีหน้าและแววตา เห็นทุกคนยังมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ อย่างน้อยให้ได้เพียงครึ่งเดียวก็พอใจ เนื่องจากการฉาบดิน เป็นงานที่น้องๆนักศึกษา อาจารย์ รวมถึงผมด้วย ไม่เคยทำมาก่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ มาคอยแนะนำและพาพวกเราทำ ได้พี่อาคม (นายช่างหนุ่ม) และชาวบ้านหลายคนมาคอยเตรียมอุปกรณ์และบอกวิธีการต่างๆ

เสียงหัวเราะ หยอกล้อ ยังดังอยู่ตลอดเช้าวันนี้ และอากาศก็ช่างเป็นใจ ไม่มีแดดระอุเหมือนเมื่อวาน ผ่านไปครึ่งวันดูเหมือนงานจะไม่ได้ถึงครึ่ง ผมลองถามเชิงท้าทาย เหล่าอาสาสมัครว่า ?พวกเราจะหยุดเพียงแค่นี้แล้วไปเตรียมตัวเดินทางกลับกัน.. มั๊ย?? ดูเหมือนคำถามของผมจะไปกระตุ้นต่อมอะไรบางอย่าง หลายคนนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงมีเสียงบอกว่า ?ขอทำต่ออีกสักสองชั่วโมงได้ไหมครับ ยังได้ไม่ถึงไหนเลย? น้องอาสาสมัครคนหนึ่งเสนอ ผมเสนอต่อว่า ?แล้วแต่พวกเราตกลงกันเอง ว่าจะทำต่อหรือจะกลับนะ? ทุกคนต่างยอมรับข้อเสนอที่จะทำต่อเนื่องจากเกรงว่าใครมาเห็นผลงานครึ่งๆกลางๆจะถูกติฉินนินทาได้ ถึงแม้จะมีบางส่วนที่ดูเหมือนอยากจะกลับแล้วแต่ก็เป็นการตกลงที่เป็นเอกฉันท์ นั่นอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเห็นในกิจกรรมอาสาสมัครครั้งนี้ คงไม่ใช่การที่ทำงานให้เสร็จหรือบรรลุเป้าหมายของผู้จัดซะทีเดียว อย่างน้อยนักศึกษา หรืออาสาสมัคร ควรจะมีกระบวนการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันไปพร้อมๆด้วย ในกิจกรรมคราวนี้สิ่งที่ขาดหายไปและพวกเราอยากจะทำ คือการพูดคุยถอดบทเรียน อันเนื่องมาจากเวลาที่จัดกัดจำเขี่ย ผมจึงรับปากกับอาจารย์และนักศึกษาว่า พรุ่งนี้จะไปจัดกระบวนการพูดคุยถอดบทเรียนให้ที่มหาวิทยาลัยในช่างบ่าย

ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา ก่อนกลับชาวบ้านวัดวังน้ำขาว ทำลอดช่องกะทิ มาเลี้ยงพวกเราจนท้องกาง แถมยังมีหิ้วติดไม้ติดมือกลับมาแบ่งเพื่อนๆที่กรุงเทพ คนละถุงสองถุง งานนี้ถึงแม้จะไม่บรรลุเป้าหมายของผู้จัด แต่สำหรับผมเองกลับบรรลุถึงสิ่งที่อยากทำ คือ การเปิดโลกอาสาสมัคร หรือ จิตอาสา ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ดูเหมือนมิติการเรียนรู้ทางสังคม(ชุมชน)และการเสียสละแบ่งปัน จะห่างไกลจากวิถีการเรียนรู้ของนักศึกษาในปัจจุบัน ผมอาจจะพูดในสายตาที่มองเห็นอยู่ จริงๆแล้วอาจจะมีหลายที่ หลายสถาบันที่สนับสนุนให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจตัวเองผ่านงานอาสาสมัครและการเรียนรู้สังคมอยู่แล้วก็เป็นได้ โดยส่วนตัวของผม ที่เติมโตมาจากกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะนี้จึงอยากให้น้องๆรุ่นถัดมาได้มีโอกาสเรียนรู้เช่นกัน ต้องขอขอบคุณคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต คณะกายภาพบำบัด ที่เห็นความสำคัญและให้โอกาสแก่เหล่าลูกศิษย์ ขอบคุณชาวบ้านวังน้ำขาว ตำบลหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ที่มีพื้นที่เรียนรู้ให้พวกเราได้ค้นหาตัวเองผ่านประวัติศาสตร์และงานของชุมชน ขอบคุณน้องๆบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาสาสมัครพี่เลี้ยงทุกๆคน ขอบคุณตัวเองด้วยครับ

จ.จุ้ย
บางกอกฟอรั่ม