User login

Navigation

Who's online

There are currently 0 users and 1 guest online.

ความเป็นมา

กรุงเทพฯ เป็นเมืองเอกนคร ที่มีขนาดใหญ่ทั้งในเชิงพื้นที่และจำนวนประชากร ความแตกต่างหลากหลายของวิถีชีวิตชาวกรุงเทพฯ จึงมีมาก ตั้งแต่เขตกลางใจนครที่ประชากรอยู่กันอย่างหนาแน่น แต่ต่างคนต่างอยู่ ถือเป็นเขตที่มีความเป็นเมืองสูงมาก และเป็นย่านธุรกิจการค้าสำคัญของประเทศ ไปจนถึงพื้นที่ชายขอบกรุงเทพฯ ที่ยังดำรงวิถีการเกษตรอยู่ ถือเป็นแหล่งอาหารของคนเมือง และย่านชานเมืองที่เป็นรอยต่อระหว่างกลางใจเมืองและเขตชานเมืองรอบนอก

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในรูปกลุ่มองค์กรเครือข่ายต่างๆ บนความใหญ่โตและหลากหลายของกรุงเทพฯ นั้น มีมานานแล้ว กลุ่มองค์กรต่างๆ เหล่านั้น มีทั้งที่รวมตัวกันตามประเด็นปัญหา หรือตามพื้นที่ โดยกลุ่มเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันบ้างตามวาระ ตามโอกาส แต่ไม่ได้มุ่งมั่นเรื่องการเป็นเครือข่ายมากนัก ส่วนหนึ่งด้วยความจดจ่ออยู่กับพันธะผูกพันของภารกิจตรงหน้า ที่ดูเหมือนจะทำเท่าไหร่ก็ไม่เคยเสร็จสิ้น

องค์กรและเครือข่ายที่ทำงานภาคประชาชนส่วนหนึ่ง จึงเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมกรุงเทพฯ เมืองเอกนครแห่งนี้ ยิ่งทำงานมาก ก็ยิ่งมีงานให้ต้องทำมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ยิ่งทำงานมาก ปัญหาน่าจะน้อยลง แต่ในสภาพความเป็นจริง ปัญหากลับทวีถมทับมากขึ้นทุกวัน องค์กรเหล่านี้จึงเริ่มตระหนักว่า ปัญหากรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะแก้ปัญหาได้โดยลำพัง แต่ต้องเกี่ยวโยงกับทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการในทุกระดับ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน ที่จะต้องมามุ่งมั่น ช่วยกันสร้างสรรค์ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งสุขภาวะ

ช่วงปี 2547 - 2548 มีการจัดประชุมเวทีสาธารณะเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพเมืองฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยหน่วยงาน / องค์กร ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคประชาชน อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) เครือข่ายรวมพลคนรักกรุงเทพกว่า 100 องค์กร บางกอกฟอรั่ม โครงการชีวิตสาธารณะเมืองน่าอยู่-กรุงเทพฯ โครงการมูลนิธิชุมชนกรุงเทพฯ เครือข่ายพลังชุมชนพลังแผ่นดิน และภาคีเครือข่ายพันธมิตรเพื่อร่วมสร้างเมืองน่าอยู่ โดยสาระหลักของจัดประชุมดังกล่าว เน้นน้ำหนักไปที่การสร้างสรรค์ชีวิตสาธารณะ อันนำไปสู่การร่วมสร้างเมืองน่าอยู่ โดยดึงพลังของประชาชนที่มีจิตสำนึกรักท้องถิ่น ซึ่งพลังเหล่านี้จะอยู่ในรูปของ ?เครือข่าย? ภาคประชาชน หรือ ?ประชาสังคม? ทั้งเชิงประเด็นและพื้นที่ในกรุงเทพ รวมทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไปด้วย

กระบวนการร่วมพัฒนาประเด็นต่างๆจากเวทีสาธารณะ ไปสู่ความเป็น ประเด็นสาธารณะ นั้น ต้องอาศัยหลายฝ่ายเข้ามาร่วม เพื่อนำประเด็นนั้นๆ ไปสู่การร่วมเรียนรู้ของสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนไปสู่นโยบายสาธารณะต่อไป ทั้งนี้ บนความเชื่อที่ว่า ความรู้ ความเข้าใจที่เพียงพอของประชาชนส่วนใหญ่เท่านั้น ที่จะเกื้อหนุน ผลักดัน ให้ประเด็นดังกล่าวไปสู่นโยบายสาธารณะ และการปฏิบัติที่เป็นจริงได้

การเคลื่อนไหวทางสังคมของภาคประชาชนในช่วงปี 2547 ? 2548 นั้น ก่อให้เกิดกระแสการตื่นตัวของภาคประชาสังคมขึ้นมาระดับหนึ่ง สาธารณะเริ่มรู้จักคำว่า ?ประชาสังคม? และการทำงานร่วมกันในแนวราบระหว่างภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น บางกอกฟอรั่ม จึงใช้โอกาสการตื่นตัวของภาคประชาสังคมนี้ ดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนามูลนิธิชุมชนกรุงเทพฯ เพื่อหาแนวทางสนับสนุนการก่อตั้ง ?มูลนิธิชุมชนกรุงเทพฯ? ที่มีช่วงดำเนินงานระหว่าง พ.ศ. 2548 ? 2549 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

โครงการวิจัยและพัฒนาฯ นี้ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทุนของชุมชน เพื่อสร้างสุขภาวะให้เกิดขึ้นในชุมชน (Community Resources Base Management) โดยมีตัวชี้วัดหลัก คือ ความร่วมมือของคนในพื้นที่นั้นๆ ที่จะเข้ามาทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ชุมชน หรือกลุ่มของตนเอง

ผลจากโครงการวิจัยและพัฒนาฯ นี้ ได้ถูกต่อยอดด้วยโครงการสนับสนุนการก่อตั้ง ?กองทุนสุขภาวะกรุงเทพฯ? ที่ดำเนินงานระหว่าง พ.ศ. 2550-2551 ก่อให้เกิดการพัฒนากลไกเครือข่ายกองทุนสุขภาวะ หรือการพัฒนาศักยภาพแกนนำของกลุ่มองค์กรต่างๆ ในเครือข่าย ตลอดจนยกระดับกลไกกองทุนสุขภาวะให้เข้าร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนากรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งสุขภาวะ โดยเริ่มจากประเด็นที่มีองค์กรเครือข่ายเชิงประเด็นได้ขับเคลื่อนกันอยู่แล้ว เช่น การพัฒนานโยบายสาธารณะของเครือข่ายอาหารปลอดภัยกรุงเทพฯ ของชมรมฟ้าใส ร่วมกับเครือข่ายโซนพื้นที่ตะวันตกของกรุงเทพฯ หรือเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ที่เครือข่ายประชาคมรางได้ขับเคลื่อนกันอยู่

บทเรียนการทำงานในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่เริ่มจากประเด็นไม่กี่ประเด็น ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มองค์กรที่เหลือ ว่างานเชิงประเด็นที่กลุ่มตนขับเคลื่อนกันอยู่อีกมากมายของกรุงเทพฯ มีโอกาสขยับไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายได้ ประกอบกับช่วงรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ในปี 2551 นั้น ทีวีไทยซึ่งมีนโยบายส่งเสริมการเติบโตของภาคประชาสังคม ได้ก้าวเข้ามาสนับสนุนด้านการสื่อสารกับสาธารณะ ถือเป็นการสร้างกระแสสนับสนุนการก่อตัวของเครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ ไปด้วยอย่างดี

การบรรจบเหมาะของวาระและโอกาสเหล่านี้ ทำให้กลุ่ม องค์กร และเครือข่ายต่างๆ ที่ได้ร่วมงานกันมามากบ้าง น้อยบ้าง บ่อยบ้าง ห่างบ้าง ได้มองเห็นช่องทางที่จะขับเคลื่อนประเด็นงาน ประเด็นพื้นที่ของตนให้เข้าสู่ระดับนโยบาย บนความเชื่อที่ว่าหากประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ได้รับความสนใจ และสนับสนุนการดำเนินงานอย่างจริงจัง จะผลักดันให้กรุงเทพฯ ไปสู่เมืองแห่งสุขภาวะได้

การพูดคุยหารือกันครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ตกผลึกทางความคิดเรื่องความจำเป็นของยกระดับการทำงานของแต่ละกลุ่มองค์กร ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ตลอดจนการเคี่ยวกรอง ผนวกควบประเด็นที่หลากหลายของการเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มองค์กร ให้กระชับแต่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างสุขภาวะให้เกิดแก่พลเมืองกรุงเทพฯ ให้จงได้ ในที่สุดกลุ่มองค์กรและเครือข่ายย่อยๆ เหล่านี้ จึงรวมตัวกันเป็น เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอนโยบายการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งสุขภาวะ แก่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร

การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ นี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม กล่าวคือ จากการมุ่งมั่นทำงานเชิงประเด็น หรือการพัฒนาโดยเกาะติดพื้นที่เป็นหลัก มาเป็นขบวนการทางสังคมใหม่ (New Social Movement) โดยกำหนดบทบาทและกลไกการทำงานเพื่อไปเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับกลไกนโยบายของรัฐท้องถิ่น คือ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร