User login

Navigation

Who's online

There are currently 0 users and 1 guest online.

บทสรุปและข้อสังเกต

บทบาทของเครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ นั้น มุ่งที่การสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายจากฐานกว้างของสังคม ไม่ใช่จากกลุ่มผู้บริหารเพียงหยิบมือเดียวเช่นที่ผ่านมา ฐานกว้างของสังคมในที่นี้ หมายถึงผู้คนตัวเล็กๆ ทุกระดับในสังคม ที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มองค์กร เครือข่าย รวมทั้งภาคธุรกิจเพื่อสังคม ที่ต้องการเห็นย่าน เห็นท้องถิ่นของตนน่าอยู่ และเครือข่ายฯ ยังต้องการเข้าร่วมผลักดัน ร่วมกระทำการณ์ ให้ข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้ ไปสู่การปฏิบัติ โดยทำร่วมกับคณะผู้บริหารของ กทม. ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์และความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจเพื่อสังคม จากที่ผ่านมาที่ภาคประชาชนมักแสดงบทบาทเรียกร้อง บอกปัญหา หรือกดดันให้ภาครัฐมาแก้ไขปัญหา หรือตอบสนองความต้องการของประชาชน มาเป็นการทำงานร่วมกันของภาคส่วนเหล่านี้บนความสัมพันธ์แนวราบ

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ เป็นการเปลี่ยนพื้นฐานการคิด รวมถึงทัศนคติ ไม่ใช่เพียงการกระทำภายนอกเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จึงต้องใช้เวลา ให้คนได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ได้พบประสบการณ์ใหม่ของความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันแบบแนวราบนี้ คนจึงจะเชื่อและยอมปรับเปลี่ยนทัศนคติ จนในที่สุดจึงเปลี่ยนระดับฐานคิดได้

บนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้ ก้าวย่างเพียงไม่กี่ก้าวของเครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ แม้มีทุนความสัมพันธ์เดิมที่ดีระหว่างองค์กรต่างๆ ที่สะสมกันมาตั้งแต่โครงการสนับสนุนการก่อตั้งกองทุนสุขภาวะกรุงเทพฯ แต่การดำเนินงานในฐานะเครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ เพียงไม่ถึงขวบปี นับว่ายังเตาะแตะอยู่มาก บางขณะอาจเกิดความฮึกเหิม อิ่มใจ ที่สามารถขยับก้าวไปข้างหน้าได้บ้าง แต่บางครั้งก็ต้องท้อแท้กับการชะงักงัน เมื่อพบกับสถานการณ์เหนือความคาดหมาย เช่น การพลิกผันทางการเมือง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผู้บริหาร กทม. รู้สึกเหมือนต้องถอยกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ในการทำความเข้าใจกับผู้บริหาร กทม. เพื่อเปิดโอกาสให้กับเกิดการเชื่อมต่อกันกับเครือข่ายภาคประชาชน

การด่วนเล็งความสำเร็จที่เป้าใหญ่ ซึ่งสำหรับเครือข่ายพลเมืองฯ คือ การที่ กทม. รับเอาข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมดของเครือข่ายฯ ไปขับเคลื่อน ซึ่งไม่ง่ายนักที่จะเกิดขึ้นได้ในเวลาสั้นๆ เพราะผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และแม้แต่ภาคประชาชนเอง ก็อาจยังมีฐานคิดแตกต่างกันเรื่องความสัมพันธ์ในการทำงานแบบเครือข่ายแนวราบ กล่าวคือ รัฐก็ยังคิดว่า ตนมีหน้าที่กำหนดนโยบาย และดำเนินการตามนโยบาย ภาคประชาชนอย่างมากที่สุด ก็เพียงบอกว่าปัญหาของตน คือ อะไร เท่านั้น

วันนี้ แม้ความสำเร็จสูงสุดดังหวังยังไม่เกิด แต่เครือข่ายฯ ควรได้พิจารณารายละเอียดของแต่ละย่างก้าวที่ผ่านมา โดยมองให้เห็น จับให้ได้ ถึงความสำเร็จเล็กๆ รวมทั้งช่องทางหรือโอกาสแม้เพียงเล็กน้อย ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของการเคลื่อนไหวของขบวนการที่ผ่านมา แล้วเอาโอกาสและความสำเร็จเหล่านั้นไปขยายผล เพื่อสะสมทุนฐานความคิด ความเชื่อ และทักษะการทำงานแบบแนวราบระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐให้แข็งแรงขึ้น เพื่อใช้สำหรับการเคลื่อนไหวในวันหน้าเมื่อปัจจัยและเงื่อนไขพร้อม เช่น การทดลองมีปฏิบัติการเล็กๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เครือข่ายฯ คิดว่ามีโอกาสสำเร็จสูง หรือหาช่องทางทำงานเล็กๆ กับส่วนงานใดส่วนงานหนึ่งของ กทม. เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชน กทม. ที่จากประสบการณ์การทำงานร่วมกันบ้างที่ผ่านมา พบว่า มีความเข้าใจงานประชาคมกว่าฝ่ายใดๆ ใน กทม. เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เครือข่ายฯ ได้มีประสบการณ์การทำงาน และใช้ความสำเร็จเล็กๆ ของการร่วมมือกัน เป็นพลังให้กับทั้งภาคประชาชนและภาครัฐได้ทำงานร่วมกันต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า บางครั้งการจับที่หัวขบวนให้ได้ ในที่นี้ คือ ทีมบริหารของ กทม. โดยหวังว่า เมื่อหัวกระดิก หางก็จะส่ายตามนั้น อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ทุ่นแรงและได้ผลดี แม้มีข้ออ่อน คือ ขึ้นกับตัวบุคคล กล่าวคือ หากเปลี่ยนทีมผู้บริหารที่เครือข่ายฯ ได้ไปทำความเข้าใจไว้แล้ว ความร่วมมือในการทำงานที่มีมาก็อาจเปลี่ยนไป จึงควรพิจารณายุทธศาสตร์ในทางกลับกันด้วย คือ การโอบล้อมจากรอบนอก เช่น การทำงานซึมลึกกับหน่วยย่อยๆ ในงานเล็กๆ แต่ทำผลสำเร็จให้เป็นที่ยอมรับ แล้วใช้ความสำเร็จนั้นดึงดูดความสนใจจากจากสาธารณะและจากผู้บริหาร เพื่อให้สนับสนุนแนวทางการทำงานแบบนี้ เป็นการซื้อใจกันด้วยผลงาน หรือใช้ผลงานและการยอมรับของสาธารณะทำให้ฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารต้องยอมรับแนวทางการทำงานแบบนี้ไปโดยปริยาย ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ ที่ประชาชนจะไม่นั่งรอให้ภาครัฐมากำหนดชีวิตพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาจะรวมตัวกันลุกขึ้นบอกว่า ปัญหาของพวกเขาคืออะไร และรัฐควรเข้ามาร่วมมือกับพวกเขาทำอะไรบ้าง

การชะลอตัวของการขับเคลื่อนของเครือข่ายฯ เพราะความผันแปรทางการเมืองในช่วงนี้ อาจเป็นโอกาสให้เครือข่ายฯ ได้กลับมาทบทวนจังหวะก้าวการขับเคลื่อนที่ผ่านมา รวมทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน และภายนอกที่ดำรงอยู่ ณ เวลานี้ เพื่อพิจารณาว่า อะไรเป็นทุน เป็นโอกาส อะไรเป็นอุปสรรค แล้วจะข้ามผ่านไปได้อย่างไร ในอนาคตที่จะต้องมีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเช่นนี้อีก

สิ่งที่เครือข่ายฯ กำลังผลักดันนั้น คือ กระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะ ซึ่งไม่ควรรวบรัดตั้งเป้าที่การได้ข้อยื่นเสนอต่อผู้มีอำนาจทางการเมือง แต่ควรเน้น การมีส่วนร่วมเรียนรู้ของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็น ?ความเข้าใจ? ของสังคม เป็น ?คุณค่า? ของสังคม และไปสู่ ?การปฏิบัติ? โดยสังคม ส่วนข้อเสนอเป็นผลพลอยได้อย่างหนึ่ง ภาคประชาชนจึงควรทำกระบวนการนี้ให้เป็นปกติวิสัย จนเป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองทางสังคม (ประเวศ วะสี อ้างใน กฤตยา อาชวนิจกุล และ กุลภา วจนสาระ 2551, หน้า 73)

เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ถึงความสำเร็จ แต่ก็ไม่อาจสรุปได้เช่นกันว่าล้มเหลว ถือเป็นก้าวย่างที่เพิ่งเริ่มต้น ที่ยังคงมุ่งมั่นสู่เป้าหมายเพื่อการกำหนดตัวเองของผู้คนจิตอาสา ที่ต้องการเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งสุขภาวะต่อไป